นโยบายของประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ vs ราคาทองคำ

นโยบายของประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ vs ราคาทองคำ
นโยบายของประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ vs ราคาทองคำ

ราคาทองคำในช่วง 4 เดือนแรกของปีนี้มีทิศทางปรับตัวขึ้น ถึงแม้ว่าอาจจะมีการปรับฐานเกิดขึ้นในบางช่วงก็ตาม ซึ่งความไม่แน่นอนทางการเมืองจากนโยบายของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ การเลือกตั้งในยุโรป ประเด็นเรื่อง Brexit และสถานการณ์การเมืองระหว่างประเทศที่ตึงเครียดและร้อนระอุขึ้นในเดือนเมษายน ล้วนเป็นปัจจัยหนุนราคาทองคำทั้งนั้น และคาดจะเป็นประเด็นร้อนต่อเนื่องตลอดทั้งปีนี้โดยเฉพาะ 2 ประเด็นหลักคือนโยบายของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์และการเลือกตั้งในยุโรปส่วนประเด็นเรื่อง Brexit นั้นนายกรัฐมนตรี เทเรซา เมย์ของอังกฤษได้เริ่มดำเนินกระบวนการถอนตัวออกจากสหภาพยุโรป (อียู) ในวันที่ 29 มีนาคมและจะใช้ระยะเวลาราว 2 ปีในการเจรจา Brexit ซึ่งคาดว่าการเจรจา อาจจะไม่ง่ายนักและ มีการประเมินว่าอาจจะใช้เวลาเกินกว่า 2 ปี เพราะ ผู้นำประเทศอื่นๆ ในอียูจะไม่ยอมทำตามข้อ เรียกร้องของนายกรัฐมนตรีอังกฤษอย่างง่ายดาย  เพื่อไม่ให้ประเทศอื่นๆ ในอียูทำตามอย่างอังกฤษในขณะที่กระแสชาตินิยม กระแสต่อต้านผู้อพยพ และกระแสต่อต้านกลุ่มฐานอำนาจเดิมกำลังได้รับความนิยมมากยิ่งขึ้นในยุโรป การเจรจา Brexit ที่ยังไม่ทราบว่าจะออกมาได้ข้อสรุปเป็นรูปแบบไหน ก่อให้เกิดความไม่แน่นอนต่อเศรษฐกิจอังกฤษและเศรษฐกิจโลกจะส่งผลบวกต่อราคาทองคำ แต่การเจรจาจะใช้ระยะเวลา 2 ปี ดังนั้นมองว่าคงไม่ได้ส่งผลบวกในช่วงสั้นๆ
จับตาการบริหารประเทศ ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์คงเป็นบุคคลที่ตลาดจับจ้องทุกฝีก้าวในปีนี้ เพราะเป็นประธานาธิบดีคนใหม่ของประเทศที่มีเศรษฐกิจใหญ่ที่สุดในโลก การบริหารประเทศของเขาจึงย่อมกระทบกับประเทศอื่นๆ ด้วยความไม่มีประสบการณ์ทางการเมือง แถมด้วยความคิดของโดนัลด์ ทรัมป์ที่มีความสุดโต่ง ทั้งเชิงอนุรักษ์นิยมและชาตินิยม ทำให้ต้องจับตาการบริหารประเทศและลุ้นว่านโยบายต่างๆ จะทำจริงและทำได้ตามที่เคยหาเสียงไว้หรือไม่หลังจากประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ไม่สามารถผลักดันร่างกฎหมายประกันสุขภาพอเมริกันเฮลธ์แคร์ให้ผ่านความเห็นชอบจากสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐฯ เนื่องจากเสียงสนับสนุนของพรรครีพับลิกันไม่เพียงพอ ตรงนี้สะท้อนให้เห็นว่า ส.ส.พรรครีพับลิกันที่ไม่ชอบและไม่เห็นด้วยกับประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์มีจำนวนไม่น้อยทีเดียวตั้งแต่ช่วงที่ได้เป็นตัวแทนของพรรครีพับลิกันในการลงชิงตำแหน่งประธานาธิบดีมาจนถึงช่วงหาเสียงที่เราได้เห็นข่าวกันว่าสถาบันหลักของพรรครีพับลิกันไม่สนับสนุนประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ถึงแม้ว่าพรรครีพับลิกันครองเสียงข้างมากทั้งในสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภาของสหรัฐ การออกร่างกฎหมายต่างๆ ตามนโยบายที่เคยหาเสียงไว้คงไม่ง่ายและต้องลุ้นกันต่อไป ที่สำคัญคือนโยบายการคลังเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ ทั้งนโยบายลดภาษีและนโยบายการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน 1 ล้านล้านดอลลาร์ความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐฯ กับต่างประเทศตึงเครียดในเดือนเมษายน หลังประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ได้สั่งการกองทัพสหรัฐฯ ยิงขีปนาวุธโจมตีซีเรีย และสหรัฐฯได้เคลื่อนกองเรือรบไปยังมหาสมุทรแปซิฟิกตะวันตก ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากคาบสมุทรเกาหลีครั้นในวันที่ 15 เมษายน เกาหลีเหนือได้แสดงแสนยานุภาพทางทหารในพิธีสวนสนามเนื่องในโอกาสเฉลิมฉลองการครบรอบวันเกิดของนายคิม อิล ซุง ผู้ก่อตั้งเกาหลีเหนือ ด้วยการนำขีปนาวุธที่ยิงจากเรือดำน้ำ (SLBM) ออกมาแสดงเป็นครั้งแรก และเกาหลีเหนือ ได้ออกมาเตือนสหรัฐฯ ว่าพร้อมจะโจมตีตอบโต้สหรัฐฯ ด้วยอาวุธนิวเคลียร์และพร้อม ทำสงคราม หากถูกสหรัฐฯ โจมตีด้วยอาวุธนิวเคลียร์ก่อน เช้าวันรุ่งขึ้นวันที่ 16 เมษายน เกาหลีเหนือได้ยิงทดสอบขีปนาวุธ แต่ประสบความล้มเหลวนับได้ว่าการเข้ามาบริหารประเทศของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ทำให้ตอนนี้ความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐฯ กับเกาหลีเหนือตึงเครียดสุด รวมทั้งความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐฯ กับรัสเซียด้วย เนื่องจากรัสเซียและซีเรียนั้นมีความสัมพันธ์ที่ดีมานานตั้งแต่สมัยของนายฮาเฟซ อัสซาด บิดาของนายบาชาร์ อัล อัสซาดขึ้นดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีซีเรีย โดยรัสเซียเป็นผู้ขายอาวุธรายใหญ่ที่สุดให้แก่รัฐบาลซีเรีย ขณะเดียวกันรัฐบาลซีเรียได้อนุญาตให้รัสเซียเข้ามาตั้งฐานทัพเรือในประเทศนอกจากนี้นโยบายของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ที่ต้องการกำจัดกลุ่ม IS ทำให้ในวันที่ 13 เมษายนกองทัพสหรัฐฯ ได้ทิ้งระเบิด GBU-43 ซึ่งเป็นระเบิดลูกใหญ่ที่สุดที่ไม่ใช่ระเบิดนิวเคลียร์ลงในอัฟกานิสถาน เพื่อโจมตีกลุ่ม IS ระเบิดลูกใหญ่นี้มีชื่อเรียกว่า Mother of all Bombs หรือแม่ของระเบิด ด้วยขนาดยาว 30 ฟุตและน้ำหนัก 21,6000 ปอนด์

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์  ส่งผลทั้งบวกและลบต่อทองคำประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์มีผลกระทบต่อราคาทองคำอย่างมีนัยสำคัญ นับตั้งแต่โดนัลด์ ทรัมป์ชนะการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ ในช่วงกลางเดือนพฤศจิกายนปี ที่แล้ว ทองคำถูกแรงเทขายอย่างหนักและปรับลดลงอย่างต่อเนื่อง สวนทางกับตลาดหุ้นที่ตอบรับในทางบวก  เป็นผลจากตลาดมองโลกในแง่ดีว่าโดนัลด์ ทรัมป์จะมีการใช้นโยบายการคลังเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจทั้งนโยบายลดภาษีและนโยบายการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน นโยบายการปฏิรูประบบการเงิน ซึ่งจะทำให้เศรษฐกิจสหรัฐฯ มีแนวโน้มดีขึ้นการคาดการณ์ว่าเฟดต้องคุมเข้มนโยบายการเงินมากขึ้นเพื่อสกัดกั้นเงินเฟ้อที่จะ ตามมา สะท้อนจากเงินดอลลาร์สหรัฐที่แข็งค่าสุดในรอบ 14 ปี  แต่ในปีนี้เงินดอลลาร์สหรัฐกลับอ่อนค่าลงหลังจากเริ่มมีการคาดการณ์ว่านโยบายต่างๆ ที่จะใช้กระตุ้นเศรษฐกิจสหรัฐฯ อาจมีความล่าช้าหรือไม่สามารถ ผลักดันให้เกิดขึ้นได้ราคาทองคำเริ่มฟื้นตัวอย่างต่อเนื่อง แถมสถานการณ์การเมืองโลกที่ร้อนระอุขึ้นจากการจุดชนวนความขัดแย้งของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ก็เป็นปัจจัยผลักดันให้ราคาทองคำปรับขึ้นแรง การบริหารประเทศของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ยังคงมีผล กระทบต่อราคาทองคำในช่วงที่เหลือของ ปีนี้อย่างแน่นอน หรืออาจตลอดทั้งวาระการดำรงตำแหน่ง 4 ปี ที่คงมีเรื่องให้ตื่นเต้นและลุ้นต่อไปหลายประเด็นทีเดียว

ทิศทางทองคำขาขึ้น หลังทะลุแนวต้านสำคัญ แต่ระวังปรับฐานในบางช่วงราคาทองคำทางด้านปัจจัยเทคนิคมีทิศทางขาขึ้น หลังจากที่สามารถทะลุแนวต้านสำคัญที่ 1,255 ดอลลาร์/ออนซ์ซึ่งเป็นแนวต้านของเส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ 200 วันได้สำเร็จในช่วงก่อนเทศกาลสงกรานต์ ที่ผ่านมาแนวต้านของเส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ 200 วันแข็งแกร่งและขึ้นไปทดสอบแนวต้านดังกล่าวหลายครั้ง ทำให้ทิศทางราคาทองคำเป็นขาขึ้นทั้งระยะสั้นและระยะยาว โดยจะมีแนวต้านสำคัญที่ 1,300 และ 1,330 ดอลลาร์/ออนซ์ ทั้งนี้คาดว่าจะมีการปรับฐานเกิดขึ้นเป็นระยะๆ เมื่อเผชิญกับแนวต้านสำคัญ ส่วนแนวรับสำคัญอยู่ที่ 1,255 ดอลลาร์/ออนซ์และมีแนวรับทางจิตวิทยาที่ 1,200 ดอลลาร์/ออนซ์

เขียนโดย : ศิริลักษณ์ ปโกฏิประภา (บริษัท ฮั่วเซ่งเฮง โกลด์ ฟิวเจอร์ส จำกัด)จากคอลัมน์ GOLD ANALYSIS ของนิตยสาร Money & Wealth ฉบับที่ 169 เดือนพฤษภาคม 2560

ที่มา: LINE TODAY, Money Channel

Post Author: AUTO

ใส่ความเห็น